วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ประวัติ LINE




ประวัติ LINE

เคยสงสัยกันบ้างมั้ยคะว่าแอพพลิเคชั่น LINE ที่เราใช้แชทกับเพื่อนในโทรศัพท์มือถือ (หรือในคอมพิวเตอร์) นั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร

LINE Application นั้นเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขี้นในช่วงกลางปี 2010 โดยการร่วมมือของบริษัท Naver Japan Corporation และบริษัท livedoor โดยมี NHN Japan เป็นผู้พัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ ของไลน์ และในส่วนของการตลาดด้านธุรกิจนั้นยกให้บริษัทแม่ที่เกาหลี NHN Corporation จัดการ หลังจากที่เปิดตัวได้เพียงไม่นาน ก็ได้รับการตอบรับถึงหลายสิบล้านยูสเซอร์ในญี่ปุ่น ประเด็นแรกที่ใช้ในการสร้างโปรแกรมแชท LINE ขึ้นมาก็มีสาเหตุมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ภูมิภาค Tohoku เมื่อต้นปี 2011 นั่นเอง ในตอนนั้นระบบการติดต่อทางการโทรศัพท์ล่มอย่างไม่เป็นท่า ทำให้ NHN Japan ตัดสินใจออกแบบ App ที่สามารถใช้ได้ทั้งบนมือถือ บนแท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์พีซี ซึ่งจะทำงานบนเครือข่ายข้อมูลที่สามารถแชทตอบโต้ได้รวดเร็วและต่อเนื่อง



ด้วยความที่ไลน์มีคุณสมบัติของโปรแกรมแชทครบถ้วน ตั้งแต่ แชท ส่งไฟล์รูป ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เสียง ระบบการค้นหาเพื่อนด้วย QR Code หรือจะเกมไว้คลายเครียด ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของแอพพลิเคชั่นนี้ก็ว่าได้ค่ะ นั่นก็คือ “Sticker” นั่นเอง และในตอนนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง “สติกเกอร์” กันนะคะ โดยจะขอแนะนำตัวการ์ตูนหลักๆ ของสติกเกอร์ในไลน์ที่เป็นมาสค็อตที่เห็นกันบ่อยๆ และคิดว่าทุกคนต้องเคยใช้มาแล้วมาเริ่มจาก




วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ประวัติความเป็นมาของ Facebook

ประวัติความเป็นมาของ Facebook 

Facebook เริ่มมายังไง?

หลายๆคนในคณะใช้ Facebook กัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเพื่อนฝูง เล่นเกมส์ หรืออะไรอีกหลายอย่าง แต่มี ใครรู้บ้างว่า Facebook เกิดมาได้ยังไง เรื่องราวของ Facebook เริ่มจากนักศึกษา เบียร์ สัตว์ต่างๆ การ Hack และการโดนจับ ซึ่งดูจากการเริ่มต้นของ Facebook แล้วก็ Amazing มากๆว่า มาไกลถึงขนาดนี้ (ผู้ใช้งาน 400 ล้านคน) ในเวลาแค่ 6 ปี


Mark Zuckerberg


Facebook ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg พร้อมกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่ Harvard คือ Dustin Moskovitz,  Eduardo Saverin, and Chris Hughes ความคิดที่จะทำ Facebook มาจาก เมื่อตอน Mark เรียนมัธยมอยู่ ซึ่ง ตอนนั้นที่โรงเรียนมีการถ่ายรูปนักเรียนและอาจารย์เก็บเอาไว้ เรียกว่า "facebook" (หรือหนังสือหน้า นั่นเอง)







Facemash

แต่ก่อนที่จะเป็น Facebook ในปัจจุบัน Mark สร้าง Facemash ขึ้นมาก่อน Facemash เกิดเมื่อปี 2003 ตอนนั้น Mark เรียนอยู่ปี 2 ที่ Harvard ในเวลานั้นเค้าเพิ่งถูกแฟนทิ้ง Mark ก็เลยกินเหล้า กินเบียร์ เมาแหลก และก็เริ่ม เขียน Blog เพื่อให้ลืมสาวคนนั้น ขณะเดียวกัน Mark ก็เริ่มสร้าง "facebook" สำหรับหอพักของเค้า Mark บอกว่า รูปที่ถ่ายบางรูป น่าเกลียดมากจนเอาไปเปรียบเทียบกับพวกสัตว์ต่างๆได้เลย ฮะฮะ นี่คือจุดเริ่มต้นของ Facemash

Facemash กลายเป็น เวปที่นำรูปของนักศึกษามาจากหอพักทั้งหมดเก้าหอพักมาเก็บไว้ ... Mark เขียนโปรแกรม ให้สุ่มรูปขึ้นมาคู่กันสองรูปแล้วให้คนโหวตว่า ใครหล่อหรือสวยกว่ากัน 

แต่ว่า Mark เอารูปทั้งหมดมาจากไหน เพราะเค้าไม่น่าจะเดินไปขอรูปมาจากนักศึกษาทั้งหมดแน่ๆ คำตอบก็คือ เค้า Hack เข้าคอมพิวเตอร์ของ Harvard แล้วก็ ก็อปรูปมาซะ ... สุดยอด แฮะ ...

Facemash เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มีคนเข้ามา 450 คน และมีคนดูรูปไปทั้งหมด 22,000 รูป แต่...ไม่มีอะไรโรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะ ... ไม่กี่วันต่อมา Harvard ปิดเวป Facemash แล้วก็แจ้งจับ Mark ข้อ หาละเมิดความเป็นส่วนตัว (Invasion of Privacy) และ Hack เข้าระบบคอมพิวเตอร์ ... Mark เกือบถูกไล่ออก แต่ ตอนหลังก็ถูกถอนข้อหานี้ไป


Thefacebook


เทอมต่อมา ปี 2004 Mark เริ่มสร้างเวปใหม่ขึ้นมา เรียกว่า Thefacebook เค้าได้รับแรงบันดาลใจจากบทความใน หนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับ กรณีของ Facemash บทความนั้นกล่าวว่า จริงๆแล้วเวปส่วนกลางลักษณะนี้น่าจะมีประโยชน์มากมาย

Thefacebook เริ่มใช้งานได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2004 Mark บอกว่า หลายๆคนพูดถึงการมี facebook (จุดรวมรูปของนักศึกษาและอาจารย์) ของ Harvard ... Mark พูดต่ออีกว่า มันเป็นอะไรที่ตลกมาก เพราะมหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะทำเจ้าตัวนี้ขึ้นมา และตัวเค้าทำได้ดีกว่า แล้วก็ทำได้ในอาทิตย์เดียว






ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง Thefacebook มีคนลงทะเบียน 1,500 คน และ ภายในหนึ่งเดือน ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาปริญญาตรีทั้งหมดลงทะเบียนกับเค้า

เดือนมีนาคมปีเดียวกัน Mark และกลุ่มเพื่อนๆ ก็ได้ขยาย Thefacebook ออกไปยัง มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ (Ivy League) จากนั้น ก็ขยายไปทั่วอเมริกา และทั่วโลก

ในปี 2005 คำว่า The ก็ถูกถอนออกจาก ชื่อ Thefacebook ... Mark และเพื่อนได้จดทะเบียนชื่อโดเมน facebook.com ในราคา $200,000 ... แล้วก็มี Facebook ในวันนี้


สรุป

เรื่องราวความสำเร็จของ Facebook นั้น เป็นอะไรที่น่าติดตาม ถึงแม้ว่าอายุยังน้อยอยู่ แต่ Facebook ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และก็ประสบความสำเร็จ ... น่าสนใจมากที่จะคอยจับตาดูว่า Facebook จะเป็นอย่างไรในอนาคต

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

6 ประเภทอาหาร...เพิ่มพลังนักกีฬา

6 ประเภทอาหาร...เพิ่มพลังนักกีฬา



  อาหารถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตของคนทุกคน การบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ และผู้ป่วยก็ต้องการอาหารที่ดีเพื่อฟื้นฟูร่างกายเช่นกัน ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยเซลล์นับล้านๆ ชนิด ดังนั้นจึงมีความต้องการสารอาหารที่ดีในการเสริมสร้างความเจริญเติบโต และความแข็งแกร่งของร่างกาย ซึ่งหัวใจหลักของการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนอกจากการออกกำลังกายแล้ว คือการเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายครบห้าหมู่ และถูกสุขลักษณะ

สารอาหารสำคัญของนักกีฬา

1 คาร์โบไฮเดรต (อาหารของนักกีฬา) เป็นสารสำคัญที่ให้พลังงานกับร่างกาย นักกีฬาที่บริโภคคาร์โบไฮเดรตสูง ร่างกายจะเก็บกักไว้ในรูปของ ไกลโคเจน ซึ่งจะถูกเก็บสะสมในตับและกล้ามเนื้อ การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้นักกีฬาสามารถเก็บสะสม ไกลโคเจนได้มากขึ้น เปรียบเสมือนมีแบตสำรองมากขึ้น ไม่หมดแรง หรือเหนื่อยง่าย สามารถแข่งขันได้จนจบการแข่งขัน คาร์โบไฮเดรตที่นักกีฬาควรรับประทานนั้นควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะนอกจากจะให้พลังงานแล้วยังให้สารอาหารประเภทวิตามินด้วย และยังทำให้ร่างกายสร้างไกลโคเจนเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อมากกว่าประเภทอื่น ได้แก่

• ข้าวไม่ขัดสี
• แป้ง
• เผือก
• มัน
• ถั่วเมล็ดแห้งชนิดต่าง ๆ
• ธัญพืช
2 โปรตีนเช่น

• เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น หมู ไก่ ไข่ ปลา นมไขมันต่ำ โดยให้เลือกที่ไม่ติดมัน ลอกเอาหนังออก
• โปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง งา
4 เกลือแร่และวิตามิน


แหล่งแคลเซียมที่สำคัญ
  • ปลา
  • น้ำส้ม
  • เมล็ดงา
  • ข้าวโอ๊ต
  • ถั่วขาว
  • งา
  • นม นมถั่วเหลือง
  • ถั่วต่าง ๆ อัลมอนด์

5 ใยอาหาร

แหล่งใยอาหารที่สำคัญ
• ผัก
• ผลไม้
• ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี
• ธัญพืชต่าง ๆ
• ถั่วเมล็ดแห้ง
• งา
6 น้ำ น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลขับของเสีย ขับความร้อน นักกีฬาที่เล่นกีฬาจะสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในเหงื่อมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 90% ที่เหลือเป็นเกลือแร่ และหากสูญเสียน้ำในระดับหนึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายลดลง ดังนั้นนักกีฬาควรดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ทั้งก่อนการแข่งขัน ในขณะแข่งขัน และหลังการแข่งขัน โดยให้ค่อย ๆ จิบช้า ๆ ข้อสำคัญไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำเป็นจำนวนมากแล้วค่อยดื่มครั้งเดียวมาก ๆ เพราะจะทำให้ความดันโลหิตลดลง อ่อนเพลีย และอาจเป็นลมได้ ซึ่งน้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำเปล่าเย็น หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์


วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระนามเดิมว่า “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และหม่อมสังวาล (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น (MOUNT AUBURN) รัฐเมสสาชูเขตต์ (MASSACHUSETTS) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อพระชนมายุได้ 5 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพมหานคร ต่อจากนั้นทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (MERRIMENT) เมืองโลซานน์ (LASAGNA) ในปี พ.ศ. 2478 ได้ทรงเข้าศึกษาต่อที่ CEDE NOUBELLE DE LA SUES ROMANCE CHILLY ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่รับนักเรียนนานาชาติและทรงได้รับประกาศนียบัตร บาเชอลิเย เอ แลทร์ จากการศึกษา ดังกล่าว ทรงรอบรู้หลายภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และ ละติน ในระดับอุดมศึกษาทรงเข้าศึกษาใน แผนกวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมืองโลชานน์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 ได้เสด็จนิวัตกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระบรมเชษฐาธิราช พระบรมราชชนนี และสมเด็จพระนางเจ้าพี่นางเธอ
ขณะที่พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษา 18 พรรษา รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนนั้น ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และรัฐบาลได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ และต้องทรงศึกษา ต่อ ณ ต่างประเทศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2489 ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ กรุงโลซานน์ แม้พระองค์จะทรงโปรดวิชาวิศวกรรมศาสตร์แต่เพื่อประโยชน์ ในการปกครองประเทศได้ทรงเปลี่ยนมาศึกษาวิชาการปกครองแทนเช่น วิชากฎหมาย อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ภูมิศาสตร์ นอกจากนี้ ทรงศึกษา และฝึกฝนการดนตรีด้วยพระองค์เองด้วย
      ในพ.ศ. 2491 ระหว่างทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงขับรถยนต์ไปทรงร่วมงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ได้ทรงพบและมีพระราชหฤทัยสนิทเสน่หาในหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของหม่อมเจ้านักขัตมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสในปีเดียวกันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ อย่างรุนแรงทรงบาทเจ็บที่พระพักตร์พระเนตรขวา และพระเศียรทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมอร์เซส์ โปรดฯ ให้หม่อมเจ้าราชวงศ์สิริกิติ์มาเฝ้าฯ ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิดพระสัมพันธภาพจึงแน่นแฟ้นขึ้น และต่อมาได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2492 โดยได้พระราชทานพระธำมรงค์วงที่สมเด็จพระบรมราชนกหมั้นสมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงได้รับการอภิบาลอย่างดียิ่ง จากสมเด็จพระราชชนนี จึงมีพระปรีชาสามารถปราดเปรื่องและมีพระจริยวัตรเปี่ยมด้วยคุณธรรมทุกประการซึ่งน้อมนำให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงสิริราชสมบัติ เพียบพร้อมด้วยทศพิศราชธรรม จักรวรรดิวัตรธรรมและ ราชสังคหวัตถุทรงเจริญด้วยพระเกียรติคุณบุญญาธิการเจิดจำรัส ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญ ทุกทิศานุทิศในเวลาต่อมาตราบจนปัจจุบัน

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส


เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย โปรดเกล้าให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2493 และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ที่วังสระปทุม โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานหลั่งน้ำพระมหาสังข์ ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชน และได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ หลังจากนั้น ได้เสด็จไปประทับพักผ่อน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และที่นี่เป็นแหล่งเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกคือ พระราชทาน “ถนนสายห้วยมงคล” ให้แก่ “ลุงรวย” และชาวบ้านที่มาช่วยกันเข็นรถพระที่นั่งขึ้นจากหล่มดิน ทั้งนี้เพราะแม้ “ห้วยมงคล” จะอยู่ห่างอำเภอหัวหิน เพียง 20 กิโลเมตร แต่ไม่มีถนนหนทางชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตมากถนนสายห้วยมงคลนี้จึงเป็นถนนสายสำคัญ ที่นำไปสู่โครงการใน พระราชดำริ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรอีกจำนวนมากกว่า 2,000 โครงการในปัจจุบัน


วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ประวัติส่วนตัว

    ชื่อ  อานนท์  สกุล  ประกอบธัญ






ที่อยู่ 25/7 ม.4 ต.ทับปุด อ.ทับปุด จ.พังงา



เกิดวันที่ 24  ก.ค  2544



อาหารที่ชอบ  ข่าวผัด